ด้วยความไม่ตั้งใจหรืออย่างไรไม่รู้ แต่ทุกปีครอบครัวผมจะต้องได้ไปเยือนร้านหนังสือเดินทาง โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ปีละครั้ง นี่ก็เป็นการบังเอิญไปเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
หลังจากเสร็จทริปเหนือและอีสาน เราแวะทำธุระงานแต่งงานเพื่อนของตาลที่กรุงเทพ เช้าหลังวันงานแต่งเราแวะไปธุระที่ร้านฟิล์ม และ ตั้งใจมาร้านหนังสือริมขอบฟ้า เพื่อหาหนังสือหม่อมราชวงศ์นริศราจักรพงษ์ แต่พอขับรถวนหาถึงได้เข้าใจว่าร้านน่าจะย้ายออกจากที่เดิมไปแล้ว เราเลยขับรถวนต่อไปแถวถนนพระอาทิตย์ เพราะตั้งใจจะแวะหาอะไรกินในย้ายนั้น แต่เหมือนกรรมบังตาหาที่จอดรถไม่ได้เลย
ก็เลยตั้งใจว่างั้นเราไปร้านโกปี๊เฮี้ยะไถ่กี่ ณ เสาชิงช้า แถวศาลาว่าการกรุงเทพฯ พอไปถึงเป็นที่ทราบกันดีว่าแถวนั้นหาที่จอดแทบไม่ได้เลย วนรถอยู่สองรอบ สุดท้ายเข้าซอยสำราญราษฏร์ เลี้ยวเข้าไปจอดที่วัดเทพธิดารามเหมือนเดิม เดินออกจากวัด เจอร้านข้าวต้มเป็ดน่าสนใจ เหมือนมีขาเป็ดมาโบกมือเรียกเสียก่อน โกปี๊เฮี้ยะไถ่กี่ฯ ก็เลยไม่ได้ตกถึงท้อง
พอเดินเสร็จก็เลี้ยวเข้าร้านหนังสือเดินทาง กลายเป็นเหมือนเช่นทุกปี ที่ได้หอบหนังสือกลับบ้านกันมาอีกคนละหลายเล่ม
เข้าเรื่องหนังสือกันบ้าง พอออกจากระบบการศึกษา ผมก็หันหน้ามาสู่โลกของธุรกิจ มีหนังสือธุรกิจหลายเล่ม หลายสำนักที่ผมอ่านหาความรู้ แต่ไม่มีคนไหนที่ประทับใจเท่าหนังสือของอาจารย์เกดฯ เลย เรียกว่าเห็นเมื่อไหร่ ซื้อเมื่อนั้น
เล่มนี้ก็ประทับใจเหมือนเช่นทุกครั้ง เลยหยิบเอาสองสามท่อนในหนังสือที่ประทับใจมาทิ้งไว้ในนี้
เคนจิ อะไรคือคำตรงข้ามของคำว่า “ขอบคุณ”
ทุกคนคิดว่าคำตอบแวบแรกในใจของทุกคนคืออะไร ลองคิดทบทวนก่อนจะอ่านบรรทัด ถัดไปดูนะครับ
คำที่ตรงข้ามกับคำว่าขอบคุณคือ คำว่าเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นหน้าที่ เป็นงานของคนนั้นอยู่แล้ว เช่น ถ้าเราคิดว่า เป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องทำกับข้าวให้เรากินทุกวัน เราก็จะไม่รู้สึกขอบคุณแม่ ถ้าเราคิดว่า เป็นหน้าที่ของซัปพลายเออร์ที่ต้องส่งของให้เราตรงเวลา ตรงจำนวนที่สั่ง เราก็จะไม่รู้สึกขอบคุณพวกเค้า
ส่วนอีกอันที่ชอบมากไม่แพ้กันคือ
พ่อมักสอนคำว่า “อิจิโกะ อิจิเอะ” หมายถึง “ชั่วชีวิตนี้ จะเกิดการพบพานเช่นนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
เพราะฉะนั้น เราต้องทำการพบกันแต่ละครั้งให้ดีที่สุด ฟังเรื่องราวของลูกค้า ช่วยลูกค้าอย่างเต็มที่ เพราะการพบกันเช่นนี้ จะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในชีวิต
อีกเรื่องนึงที่พบคิดว่าน่าสนใจ และ สะท้อนวัฒนธรรมการประกอบการธุรกิจได้ดี คือร้านญี่ปุ่นมักชอบเอาชื่อตระกูล นามสกุล มาตั้งเป็นชื่อร้าน มันดูเป็นความรับผิดชอบ และ การส่งต่อธุรกิจไปหลายรุ่น
ในขณะที่ยุโรป หรือ สมัยใหม่จะเอา concept ชื่อแบรนมาตั้งเป็นชื่อกิจการ
ส่วนไทยเรานั้น นิยมชื่อมงคลเป็นที่แน่นอน
